นิ่วในถุงน้ำดีเป็นอย่างไร ปัจจัยเสี่ยง และวิธีรักษา

ศูนย์ : ศัลยกรรม

5 ตุลาคม 2025

นิ่วในถุงน้ำดี

นิ่วถุงน้ำดี (Gall stone) เป็นโรคในระบบทางเดินน้ำดีที่พบได้บ่อยที่สุด มักพบในคน 4 ลักษณะ หรือ 4F ดังนี้ Forty, Fertile, Fatty และ Female หรือแปลได้ว่า มักพบในผู้หญิง รูปร่างท้วมอายุ ประมาณ 40 ปี โดยเฉพาะผู้ที่มีบุตรหลายคน บางคนก็ตรวจพบตอนไม่มีอาการผิดปกติใด อย่างไรก็ตามผู้หญิงที่มีลักษณะดังกล่าว มีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการของโรคนิ่วในถุงน้ำดี 1-2 % ต่อปี ซึ่งในปัจจุบันก็พบว่าคนเป็นนิ่วถุงน้ำดีมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เชื่อว่าหลายคนคงยังไม่รู้ว่าโรคนิ่วในถุงน้ำดีเป็นอย่างไร ปัจจัยเสี่ยง และวิธีรักษาที่ดีที่สุดคืออะไร ไปหาคำตอบกันได้เลย

สารบัญ

นิ่วในถุงน้ำดี เป็นอย่างไร

การเกิดนิ่วในถุงน้ำดี (Gall stone) คือ ภาวะที่มีการก่อตัวของก้อนแข็งคล้ายก้อนหินภายในถุงน้ำดี โดยปกติน้ำดีถูกสร้างขึ้นจากตับ ทำหน้าที่ช่วยย่อยสลายไขมันโมเลกุลใหญ่ให้เล็กลง จากนั้นจะถูกส่งผ่านท่อน้ำดีและเก็บสะสมไว้ในถุงน้ำดี หากเกิดความไม่สมดุลของส่วนประกอบในน้ำดี เช่น ระดับไขมันหรือคอเลสเตอรอลสูง รวมถึงความเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย อาจทำให้เกิดการตกตะกอนและรวมตัวเป็นก้อนแข็ง จนกลายเป็น “นิ่วในถุงน้ำดี”

> กลับสารบัญ


นิ่วในถุงน้ำดีมี 2 ชนิดหลักๆ

  • ชนิดที่เกิดจากคอเลสเตอรอล (Cholesterol stones) เป็นชนิดที่พบได้บ่อยประมาณ 80% ของนิ่วในถุงน้ำดี ทั้งหมด มีลักษณะเป็นก้อนสีขาว เหลือง หรือเขียว เกิดจากการมีคอเลสเตอรอลเพิ่มมากขึ้นในน้ำดี หรือการบีบตัวของกล้ามเนื้อในถุงน้ำดีมีสมรรถภาพไม่เพียงพอ จึงไม่สามารถบีบสารออกได้หมด
  • ชนิดที่เกิดจากเม็ดสีหรือบิลิรูบิน (Pigment stones) ก้อนนิ่วชนิดนี้มีขนาดเล็กกว่าและมีสีคล้ำกว่าชนิดที่ เกิดจากคอเลสเตอรอล มักพบในผู้ป่วยโรคตับแข็งหรือผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของเลือด เช่น โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย โรคโลหิตจางจากการขาดเอนไซม์ G6PD

> กลับสารบัญ


อาการของโรคนิ่วในถุงน้ำดี

อาการโดยส่วนใหญ่ ช่วงแรกจะมีเพียงเล็กน้อย เช่น ปวดจุกแน่นท้อง ใต้ชายโครงขวา หรือลิ้นปี่ ท้องอืด อิ่มง่าย โดยเฉพาะกินอาหารมันๆ หลังอาหารมื้อใหญ่ แต่ถ้าเป็นมากมีอาการอักเสบของถุงน้ำดีจะมีอาการปวดท้องมาก มีไข้ คลื่นไส้ อาเจียน และถ้านิ่วตกลงไปอุดท่อน้ำดีใหญ่จะมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม ซึ่งจริงๆ แล้วการตรวจวินิจฉัยโรคนี้ทำให้ได้ไม่ยาก นั่นก็คือการทำอัลตราซาวด์

> กลับสารบัญ


สาเหตุการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี

การเกิดนิ่วในถุงน้ำดี (Gall stone) เกิดจากความไม่สมดุลของส่วนประกอบในน้ำดี เช่น ไขมัน คอเลสเตอรอล กรดไขมัน เกลือน้ำดี ความไม่สมดุลนี้ทำให้เกิดการตกตะกอน กลายเป็นก้อนแข็งคล้ายก้อนหินเล็ก ๆ ภายในถุงน้ำดี ถุงน้ำดีเป็นอวัยวะที่อยู่ใกล้ตับ ทำหน้าที่เก็บน้ำดีซึ่งผลิตจากตับ เพื่อช่วยย่อยไขมัน ผู้ที่มีนิ่วในถุงน้ำดีอาจไม่มีอาการใด ๆ แต่หากมีอาการ มักพบว่าจะมีปวดท้องรุนแรง มีไข้ คลื่นไส้ อาเจียน ตามมาได้

> กลับสารบัญ


ปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มโอกาสเกิดนิ่วในถุงน้ำดี

  • ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน
  • การตั้งครรภ์ เนื่องจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงทำให้:
    - เพิ่มระดับคอเลสเตอรอลในน้ำดี
    - ลดการบีบตัวของถุงน้ำดี
  • พฤติกรรมการรับประทานอาหาร เช่น
    - อาหารไขมันสูง
    - อาหารคอเลสเตอรอลสูง
    - อาหารที่มีใยอาหารต่ำ
  • การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาคุมกำเนิด หรือฮอร์โมนทดแทน
  • การมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน หรือโรคตับบางชนิด

> กลับสารบัญ


การตรวจวินิจฉัยโรคนิ่วในถุงน้ำดี

ใช้การทำอัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนบน (Ultrasound Upper Abdomen) ช่วยตรวจหาการมีนิ่วในถุงน้ำดี (Gall stone) เป็นการตรวจที่ทำได้ง่าย ไม่เจ็บ ใช้เวลาไม่นาน และทราบผลได้ทันที

> กลับสารบัญ


การเตรียมตัวก่อนตรวจ

  • งดอาหารและเครื่องดื่มที่มีไขมันทุกชนิด ประมาณ 4–6 ชั่วโมง ก่อนตรวจ
  • สามารถดื่มน้ำเปล่าได้ตามปกติ
  • หากรับประทานอาหารก่อนตรวจ จะทำให้ถุงน้ำดีหดตัว ส่งผลให้เห็นถุงน้ำดีไม่ชัดเจน

> กลับสารบัญ


วิธีการรักษาโรคนิ่วในถุงน้ำดี

หากจะพูดถึงวิธีการรักษานิ่วในถุงน้ำดีที่ดีที่สุดนั่นคือ การผ่าตัด ซึ่งการผ่าตัดถุงน้ำดีในปัจจุบัน มี 2 วิธี ได้แก่

การผ่าตัดเปิดหน้าท้องด้วยวิธีมาตรฐาน การผ่าตัดผ่านกล้อง
ข้อดี – ใช้ในการผ่าตัดถุงน้ำดีที่มีการอักเสบมากหรือแตกทะลุในช่องท้อง ข้อดี – เป็นการเจาะรูเล็กๆ ที่หน้าท้อง แผลเล็ก เจ็บตัวน้อย ฟื้นตัวได้ในระยะสั้น
ข้อเสีย – การผ่าตัดเป็นการผ่าแบบเปิดหน้าท้อง ข้อเสีย – กรณีที่ผู้ป่วยมีอาการถุงน้ำดีอักเสบเฉียบพลันเกิน 3 วันโอกาสผ่าตัดโดยวิธีนี้จะสำเร็จน้อยลง

> กลับสารบัญ


นิ่วในถุงน้ำดี (Gall stone) อาจเริ่มจากอาการเล็กน้อย แต่หากปล่อยไว้สามารถรุนแรงถึงขั้นอันตรายได้ การรู้ทันสัญญาณเตือนและเข้ารับการตรวจตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน หากคุณมีอาการปวดท้อง แน่นท้อง หรือคลื่นไส้บ่อย ๆ อย่านิ่งนอนใจ ควรรีบพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับคุณที่สุด ดูแลสุขภาพวันนี้ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตในอนาคต