ภูมิแพ้อากาศ เป็นปัญหาสุขภาพที่สามารถพบได้ในคนทุกเพศและทุกวัย โดยสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงสารก่อภูมิแพ้และมลพิษทางอากาศ ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่เพิ่มขึ้น อาจทำให้ผู้ที่มีภาวะภูมิแพ้ต้องเผชิญกับอาการกำเริบได้บ่อยขึ้น โดยเฉพาะเมื่อร่างกายอ่อนแอหรือมีภูมิต้านทานต่ำ การดูแลตัวเองจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการรับประทานยาเมื่อมีอาการ แต่ยังรวมถึงการจัดสภาพแวดล้อมภายในบ้าน การดูแลสุขภาพและการรับมือกับ PM2.5 เพื่อช่วยลดปัจจัยที่อาจกระตุ้นอาการและทำให้สามารถดูแลตัวเองได้อย่างเหมาะสมในชีวิตประจำวัน
ภูมิแพ้อากาศคืออะไร?
โรคภูมิแพ้อากาศ หรือจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ (Allergic Rhinitis) เป็นภาวะที่เนื้อเยื่อภายในจมูกเกิดการอักเสบเรื้อรัง เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ที่อยู่ในอากาศ ภาวะนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งแบบตามฤดูกาลและแบบที่มีอาการตลอดทั้งปี โดยปัจจัยที่เกี่ยวข้องอาจแตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อมและสารก่อภูมิแพ้ที่แต่ละคนสัมผัส
สำหรับภูมิแพ้ตามฤดูกาล ตัวอย่างเช่น การแพ้เกสรดอกไม้ซึ่งอาจพบมากในบางช่วงของปี ขณะที่ภูมิแพ้ที่เกิดขึ้นตลอดทั้งปีมักเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมภายในหรือรอบที่อยู่อาศัย เช่น ไรฝุ่น แมลงสาบ รังแคของสัตว์ สุนัข แมว และเชื้อรา ดังนั้น การดูแลผู้ที่มีภูมิแพ้อากาศจึงควรให้ความสำคัญกับการลดสิ่งกระตุ้นที่อยู่ใกล้ตัว โดยเฉพาะภายในบ้านและห้องนอน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ใช้เวลาพักผ่อนเป็นประจำ
> กลับสารบัญ
การรักษาโรคภูมิแพ้อากาศมีอะไรบ้าง?
แนวทางดูแลโรคภูมิแพ้อากาศสามารถทำได้หลายวิธี โดยหลักสำคัญคือ หลีกเลี่ยงปัจจัยที่กระตุ้นอาการ และใช้การรักษาตามความเหมาะสม
- หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้และปัจจัยกระตุ้น หากตรวจพบว่าแพ้สารชนิดใด การลดหรือกำจัดสิ่งนั้นออกจากสภาพแวดล้อมถือเป็นแนวทางเบื้องต้นในการดูแลตัวเอง เช่น หากพบว่าแพ้ไรฝุ่น ควรให้ความสำคัญกับการลดไรฝุ่นภายในบ้าน โดยเฉพาะบริเวณห้องนอนและเครื่องนอน
- ใช้ยาและการรักษาตามอาการ การรักษาอาจประกอบด้วยการล้างจมูก การใช้สเปรย์พ่นจมูก หรือยาแก้แพ้ตามความเหมาะสม หากมีภาวะอื่นร่วมด้วย เช่น โรคหอบหืดหรือผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ก็อาจต้องได้รับการรักษาสำหรับโรคร่วมเหล่านั้น เช่น ยาขยายหลอดลมหรือยาทาผิวหนังตามแนวทางการรักษา
> กลับสารบัญ
19 ข้อปฏิบัติห่างไกลโรคภูมิแพ้อากา
การลดปัจจัยกระตุ้นสามารถเริ่มต้นได้จากสิ่งใกล้ตัว โดยเฉพาะสภาพแวดล้อมภายในบ้าน ต่อไปนี้คือ 19 ข้อปฏิบัติที่ควรนำไปปรับใช้ ดังนี้
- จัดบ้านให้โล่งและสะอาด ควรจัดที่พักอาศัยให้เป็นระเบียบและไม่เก็บสิ่งของจนแน่นเกินไป โดยเฉพาะห้องนอน ควรมีเฟอร์นิเจอร์เฉพาะเท่าที่จำเป็น และจัดเก็บสิ่งของไว้ในตู้หรือพื้นที่ปิด เพื่อช่วยลดบริเวณที่ฝุ่นสามารถสะสมได้
- เลือกวัสดุตกแต่งบ้านที่ทำความสะอาดง่าย วัสดุอย่างพลาสติก โลหะ หนัง กระเบื้อง หรือไม้ เป็นตัวเลือกที่เหมาะกับการดูแลทำความสะอาด ควรหลีกเลี่ยงวัสดุที่เป็นขนสัตว์หรือผ้าหนา โดยเฉพาะพรม ซึ่งอาจเป็นแหล่งสะสมฝุ่นได้
- ดูแลความสะอาดห้องนอนเป็นประจำ ห้องนอนควรได้รับการทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดฝุ่นละอองที่อาจสะสมอยู่ในบริเวณต่าง ๆ และควรหลีกเลี่ยงการนำตุ๊กตาเข้ามาเก็บไว้ในห้องนอน เพราะอาจกลายเป็นแหล่งสะสมฝุ่นได้
- ดูแลเครื่องปรับอากาศให้สะอาด หากใช้เครื่องปรับอากาศ ควรตั้งอุณหภูมิให้เหมาะสม ไม่ให้สภาพแวดล้อมภายในห้องเย็นหรือร้อนจนเกินไป รวมถึงควรหมั่นทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศอยู่เสมอ ส่วนการใช้พัดลมควรหลีกเลี่ยงตามแนวทางข้อมูลต้นฉบับ
- เลือกเครื่องฟอกอากาศที่มี HEPA Filter และเปลี่ยนแผ่นกรองตามระยะเวลาที่กำหนด เพื่อให้เครื่องสามารถทำงานได้อย่างเหมาะสม
- ลดความอับชื้นภายในบ้าน ไม่ควรปล่อยให้ที่พักอาศัยมีความชื้นหรืออับชื้น เพราะสภาพแวดล้อมดังกล่าวเอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อรา จึงควรดูแลบ้านให้แห้งและสะอาด และหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องทำความเย็นชนิดพ่นไอน้ำ
- ทำความสะอาดบ้านด้วยเครื่องดูดฝุ่น เมื่อต้องทำความสะอาดบ้าน ควรใช้เครื่องดูดฝุ่นแทนการใช้ไม้กวาดหรือไม้ขนไก่ ซึ่งอาจทำให้ฝุ่นฟุ้งกระจายขึ้นมาในอากาศ หลังจากนั้นควรใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดถูซ้ำ โดยเฉพาะบริเวณซอกมุมที่ฝุ่นสะสมได้ง่าย
- ป้องกันตัวเองเมื่อต้องทำความสะอาด หากเป็นผู้ที่มีโรคภูมิแพ้และจำเป็นต้องทำความสะอาดบ้านด้วยตัวเอง ควรใช้ผ้าปิดปากและปิดจมูกขณะทำความสะอาด เพื่อลดการสัมผัสฝุ่นละอองโดยตรง
- พิจารณาเรื่องสัตว์เลี้ยงที่มีขน ผู้ที่มีโรคภูมิแพ้ควรหลีกเลี่ยงการเลี้ยงสัตว์ที่มีขนภายในบ้าน เช่น สุนัข แมว ไก่ หรือนก เนื่องจากรังแคและเศษขนอาจเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับอาการในบางคน
- แยกสัตว์เลี้ยงออกจากพื้นที่ภายในบ้าน หากมีสัตว์เลี้ยงที่มีขนอยู่แล้ว ควรไม่ให้สัตว์เข้ามาภายในบ้านหรือห้องนอน รวมถึงป้องกันไม่ให้ลมพัดเศษขนเข้าสู่ห้องนอน และดูแลความสะอาดของสัตว์เลี้ยงด้วยการอาบน้ำอย่างน้อย 2 ครั้ง/สัปดาห์ สำหรับผู้ที่มีภูมิแพ้และต้องการเลี้ยงสัตว์ ข้อมูลต้นฉบับแนะนำให้พิจารณาการเลี้ยงปลาแทน
- อาบน้ำและสระผมก่อนเข้านอน ก่อนนอนควรอาบน้ำและสระผม เพื่อชำระเหงื่อ เศษผิวหนัง และฝุ่นละอองต่าง ๆ ที่อาจติดมากับร่างกายและเส้นผมระหว่างอยู่นอกบ้าน
- งดสูบบุหรี่ภายในบ้าน ควรหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ภายในที่พักอาศัย เพื่อลดปัจจัยระคายเคืองทางอากาศภายในบ้าน
- หลีกเลี่ยงแป้งฝุ่นและน้ำหอม สำหรับผู้ที่มีภูมิแพ้อากาศ ควรระมัดระวังผลิตภัณฑ์ที่อาจกระตุ้นอาการ เช่น แป้งฝุ่นหรือน้ำหอม โดยเฉพาะหากสังเกตว่าการสัมผัสหรือสูดดมผลิตภัณฑ์เหล่านี้ทำให้อาการกำเริบ
- เปิดเครื่องดูดควันขณะประกอบอาหาร เมื่อทำอาหาร ควรเปิดเครื่องดูดควัน เพื่อช่วยจัดการกับควันและกลิ่นที่เกิดขึ้นระหว่างการประกอบอาหารภายในบ้าน
- กำจัดสิ่งที่เอื้อต่อการเพาะพันธุ์แมลงสาบ ควรนำกล่องกระดาษ หนังสือพิมพ์ และเศษอาหารออกจากบริเวณที่พักอาศัยอย่างเหมาะสม เพราะสิ่งเหล่านี้อาจเอื้อต่อการเพาะพันธุ์ของแมลงสาบ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภูมิแพ้อากาศ
- ซักเครื่องนอนเพื่อช่วยกำจัดไรฝุ่น ควรดูแลเครื่องนอนอย่างสม่ำเสมอ โดยข้อมูลที่ให้มาระบุให้ซักด้วยน้ำอุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส และแช่ไว้อย่างน้อย 15-20 นาที เพื่อช่วยกำจัดไรฝุ่น พร้อมทำความสะอาดอย่างน้อยเดือนละ 2-4 ครั้ง
- ดูแลพื้นที่อับชื้นและสวนรอบบ้าน บริเวณที่มีความชื้น เช่น ตู้เย็น ถังขยะ ห้องครัว และห้องน้ำ ควรได้รับการทำความสะอาดบ่อย ๆ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่เชื้อราเกิดขึ้นได้ง่าย ส่วนบริเวณสวนควรจัดให้เป็นระเบียบ ไม่ปล่อยให้รกหรือมีสภาพชื้นสะสม
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอและพักผ่อนให้เพียงพอ ควรออกกำลังกายเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ พร้อมดูแลเวลานอนให้เหมาะสม และหลีกเลี่ยงการนอนดึก เพื่อช่วยดูแลสุขภาพโดยรวม
- หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีมลภาวะทางอากาศ ควรติดตามค่าฝุ่น PM2.5 อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะก่อนออกจากบ้าน หากจำเป็นต้องเดินทางในช่วงที่มีมลภาวะทางอากาศ ควรเตรียมหน้ากากที่มีคุณสมบัติกรองฝุ่น PM2.5 รวมถึงสวมแว่นตาและเสื้อผ้าที่ปกคลุมแขนและขา เพื่อช่วยลดการสัมผัสกับมลภาวะ
> กลับสารบัญ
การอยู่ให้ห่างจาก ภูมิแพ้อากาศ ไม่ได้หมายถึงการหลีกเลี่ยงทุกสิ่งรอบตัว แต่คือการรู้จักสังเกตปัจจัยที่อาจกระตุ้นอาการและจัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมมากขึ้น เริ่มต้นได้จากเรื่องใกล้ตัว พร้อมกับการปรับพฤติกรรมอย่างสม่ำเสมอและลดปัจจัยกระตุ้นที่พบในชีวิตประจำวัน จึงเป็นอีกแนวทางสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ที่มีภูมิแพ้อากาศสามารถดูแลตัวเองและลดโอกาสที่อาการจะกำเริบได้