การได้ยินเสียงลูกรักร้องไห้ ถือเป็นหนึ่งในสถานการณ์ที่บีบคั้นหัวใจและสร้างความตึงเครียดให้กับคนเป็นพ่อแม่ได้มากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ ลูกร้องไห้ไม่มีสาเหตุ ที่แน่ชัด ทั้งที่ป้อนนมก็แล้ว เปลี่ยนผ้าอ้อมก็แล้ว แต่เสียงร้องก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเบาลง ความสับสนและกังวลใจย่อมก่อตัวขึ้นจนบางครั้งคุณพ่อคุณแม่เองก็รับมือไม่ถูก มาทำความเข้าใจถึงกลไกตามธรรมชาติของการร้องไห้ในเด็กแต่ละช่วงวัย เพื่อให้คุณสามารถสังเกตอาการได้อย่างแม่นยำ และนำ วิธีรับมือเด็กร้องไห้ ไปปรับใช้เพื่อปลอบโยนลูกรักให้กลับมาสงบ อารมณ์ดี และเติบโตอย่างสมวัยได้อย่างมั่นใจ
อาการ เด็กร้องไห้ไม่มีสาเหตุ ที่พบได้บ่อยในเด็กทารกวัยแรกเกิดถึง 6 เดือน มักมีต้นตอมาจากปัจจัยที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ดังต่อไปนี้
เมื่อเด็กค่อย ๆ เติบโตขึ้นและก้าวเข้าสู่วัยเตาะแตะ (อายุประมาณ 1-3 ปี) รูปแบบและสาเหตุของอาการ ลูกร้องไห้ไม่มีสาเหตุ จะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากวัยทารกอย่างเห็นได้ชัด โดยจะมีความซับซ้อนทางอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น
วิธีรับมือเด็กร้องไห้ และเทคนิคการปลอบโยนที่จะช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น ได้แก่
แม้ว่าการร้องไห้จะเป็นเรื่องปกติของพัฒนาการเด็ก แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ หากการร้องไห้นั้นมาพร้อมกับสัญญาณเตือนเหล่านี้ ควรรีบพาลูกไปพบกุมารแพทย์เฉพาะทางโดยทันที เพื่อรับการวินิจฉัยอย่างถูกต้อง ดังนี้
หากคุณพ่อคุณแม่กำลังเผชิญหน้ากับปัญหา ลูกร้องไห้ไม่มีสาเหตุ และได้พยายามปรับเปลี่ยนวิธีการดูแลเบื้องต้นตามคำแนะนำแล้ว แต่อาการของลูกก็ยังไม่ดีขึ้น หรือรู้สึกเป็นกังวลอย่างหนักกับอาการที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง ควรปรึกษากุมารแพทย์เพื่อหาสาเหตุและแนวทางการรักษาที่ตรงจุด
A: หากเด็กยังคงกินนมได้ปกติ น้ำหนักขึ้นตามเกณฑ์ และร่าเริงในเวลากลางวัน อาการร้องไห้ช่วงเย็นหรือค่ำเป็นประจำมักเข้าข่าย อาการโคลิก ซึ่งเป็นการร้องไห้รุนแรงในช่วงเวลาเดิมๆ ทุกวันโดยไม่มีสาเหตุทางร่างกายที่แน่ชัด อาการนี้ไม่ใช่โรคร้ายแรงและจะค่อยๆ หายไปเองเมื่อเด็กอายุประมาณ 3-4 เดือน สิ่งสำคัญคือพ่อแม่ต้องใจเย็นและใช้วิธีอุ้มปลอบโยน หรือเปลี่ยนบรรยากาศให้ลูกสงบลง
A: ไม่ควรตามใจทันที เพราะเด็กวัยเตาะแตะ (1-3 ปี) มักร้องไห้อาละวาดจากความคับข้องใจที่สื่อสารไม่ได้หรือถูกขัดใจ การตามใจเพื่อให้หยุดร้องจะเป็นการสอนให้เด็กใช้การร้องไห้เป็นเครื่องมือต่อรอง พ่อแม่ควรใจเย็น รอให้ลูกสงบลงก่อน แล้วจึงค่อยๆ อธิบายเหตุผลด้วยความนุ่มนวล แต่ยังคงความหนักแน่นในกฎระเบียบ
A: ให้สังเกตจากลักษณะเสียงร้องและอาการร่วม หากลูกร้องไห้ไม่มีสาเหตุทั่วไป มักจะหยุดร้องเมื่อได้รับการตอบสนองพื้นฐาน เช่น ป้อนนม เปลี่ยนผ้าอ้อม หรืออุ้มปลอบ แต่หากเด็กมีเสียงร้องที่แหลมสูงผิดปกติ ร้องครางไม่มีแรง ร้องต่อเนื่องหลายชั่วโมงปลอบไม่หยุด หรือมีอาการร่วมอย่างไข้สูง อาเจียน ท้องเสีย ซึมลง หรือไม่กินนม อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนของความเจ็บป่วย ควรรีบพาไปพบแพทย์