ไข้เลือดออกในเด็ก ภัยเงียบจากยุงร้ายที่พ่อแม่ไม่ควรละเลย

ศูนย์ : สุขภาพเด็ก

5 สิงหาคม 2026

ไข้เลือดออกในเด็ก

โรคไข้เลือดออกเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้เกือบตลอดทั้งปีในประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่มีน้ำขังตามภาชนะต่างๆ ซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายชั้นดี สำหรับครอบครัวที่มีเด็กเล็ก โรคนี้เปรียบเสมือนภัยเงียบที่อาจมีอาการตั้งแต่น้อยไปจนถึงขั้นรุนแรงถึงชีวิตหากรักษาไม่ทันท่วงที การทำความเข้าใจเกี่ยวกับระยะของโรค การสังเกตอาการ และแนวทางการป้องกันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่คุณพ่อคุณแม่ต้องรู้


ทำความรู้จักกับโรคไข้เลือดออก

ไข้เลือดออกเกิดจากการติดเชื้อ ไวรัสเดงกี่ (Dengue) ซึ่งมีทั้งหมด 4 สายพันธุ์ ได้แก่ DENV-1, DENV-2, DENV-3 และ DENV-4

  • พาหะนำโรค: ยุงลายตัวเมียที่ออกหากินในเวลากลางวัน
  • การแพร่เชื้อ: ยุงจะดูดเลือดผู้ป่วยที่มีเชื้อ แล้วนำไปแพร่สู่คนที่ถูกกัดครั้งต่อไป
  • การติดเชื้อซ้ำ: หากเคยเป็นสายพันธุ์ไหนแล้วจะมีภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์นั้นตลอดไป แต่ยังสามารถติดเชื้อสายพันธุ์อื่นที่เหลือได้

> กลับสารบัญ


สัญญาณอันตราย! ลูกน้อยเสี่ยงไข้เลือดออก

หากบุตรหลานมีอาการเหล่านี้ แม้ไข้จะเริ่มลดลงแล้ว ควรพบแพทย์ทันที

  • ไข้ลดลงแต่อาการแย่ลง ซึม อ่อนเพลีย ไม่ยอมเล่น
  • คลื่นไส้ หรืออาเจียนตลอดเวลา
  • มีอาการปวดท้องมาก
  • มีเลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาไหล อาเจียน หรือถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ
  • พฤติกรรมเปลี่ยนไปจากปกติ
  • กระหายน้ำตลอดเวลา
  • ในเด็กเล็กจะมีอาการร้องกวนมาก
  • ตัวเย็น สีผิวคล้ำลง หรือมีลักษณะตัวลาย
  • ปัสสาวะน้อยลง หรือไม่ถ่ายปัสสาวะนานกว่า 4-6 ชั่วโมง

> กลับสารบัญ


ระยะของโรคไข้เลือดออก

อาการของโรคจะแสดงออกมาหลังได้รับเชื้อประมาณ 5-8 วัน โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ

  • ระยะไข้สูง (2-7 วัน): ไข้สูง 38-40 องศาเซลเซียส เช็ดตัวหรือกินยาไข้ก็ไม่ค่อยลด หน้าแดง เบื่ออาหาร ซึม และอาจมีจุดเลือดออกตามตัว
  • ระยะวิกฤติ (วันที่ 3-6 ของโรค): ไข้จะลดลงอย่างรวดเร็ว แต่อาการอาจแย่ลง มีภาวะเพลีย ปวดท้อง ท้องอืด และเสี่ยงต่อการช็อก มือเท้าเย็น ปัสสาวะน้อยลง
  • ระยะฟื้นตัว: เกล็ดเลือดเริ่มกลับสู่ปกติ ความดันคงที่ เริ่มอยากอาหาร และอาจมีผื่นแดงคันตามตัว

> กลับสารบัญ


การตรวจวินิจฉัยและการรักษา

วินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการ

  • CBC: ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดและความเข้มข้นของเลือด
  • NS1 Antigen: ตรวจหาเชื้อไวรัสในช่วงวันแรกๆ ที่มีไข้
  • PCR & Antibody: ตรวจหาเชื้อและภูมิคุ้มกัน ซึ่งวิธี Rapid Test สามารถทราบผลได้ใน 10-15 นาที

> กลับสารบัญ

แนวทางการรักษา

ปัจจุบัน ยังไม่มียาต้านไวรัสไข้เลือดออกโดยเฉพาะ การรักษาจึงเน้นตามอาการ

  • เช็ดตัวและรับประทานยาพาราเซตามอลเพื่อลดไข้
  • ข้อควรระวัง: ห้ามใช้ยาแอสไพรริน หรือไอบูโพรเฟน อย่างเด็ดขาด
  • ดื่มน้ำผลไม้หรือน้ำเกลือแร่หากรับประทานอาหารได้น้อย

> กลับสารบัญ


วิธีป้องกันและการฉีดวัคซีนไข้เลือดออก

การป้องกันที่ดีที่สุดคือการทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายอย่างสม่ำเสมอ และป้องกันไม่ให้เด็กถูกยุงกัด นอกจากนี้ยังมี วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก (Qdenga) ซึ่งเป็นตัวเลือกสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกัน

  • ประสิทธิภาพ: ป้องกันไข้เลือดออกได้ 80.2% และลดโอกาสการนอนโรงพยาบาลได้ถึง 90.4%
  • กลุ่มเป้าหมาย: สำหรับผู้ที่มีอายุ 4-60 ปี
  • ความสะดวก: ฉีดเพียง 2 เข็ม ห่างกัน 3 เดือน ไม่ต้องตรวจเลือดก่อนฉีด และฉีดได้ทั้งคนที่เคยและไม่เคยเป็นมาก่อน

> กลับสารบัญ

ไข้เลือดออกในเด็กเป็นเรื่องที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะช่วงที่ไข้ลดซึ่งอาจเข้าสู่ระยะวิกฤติได้ การสังเกตสัญญาณเตือน และการปรึกษาแพทย์เพื่อรับการฉีดวัคซีนป้องกัน จะช่วยลดความเสี่ยงและความรุนแรงของโรค เพื่อให้ลูกน้อยเติบโตอย่างปลอดภัยและแข็งแรง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคไข้เลือดออก (FAQ)

  • Q: ถ้าเคยเป็นไข้เลือดออกแล้ว จะเป็นอีกได้ไหม?

    A: เป็นได้ เพราะเชื้อไวรัสเดงกี่มีถึง 4 สายพันธุ์ การเป็นสายพันธุ์หนึ่งไม่ได้ช่วยป้องกันสายพันธุ์อื่น

  • Q: ยาลดไข้ชนิดไหนที่ห้ามใช้กับผู้ป่วยไข้เลือดออก?

    A: ห้ามใช้ยาแอสไพรินและไอบูโพรเฟนเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เลือดออกผิดปกติรุนแรงขึ้น

  • Q: วัคซีนไข้เลือดออกต้องฉีดกี่เข็ม?

    A: วัคซีน Qdenga ฉีดทั้งหมด 2 เข็ม โดยเว้นระยะห่างจากเข็มแรก 3 เดือน

ทีมแพทย์ สุขภาพเด็ก

นพ. กฤษณ์ เชี่ยวชาญประพันธ์
สุขภาพเด็ก

กุมารเวชศาสตร์/กุมารเวชศาสตร์ประสาทวิทยา

นัดหมายแพทย์
พญ. ขนิษฐา เกตุวัฒนกิจ
สุขภาพเด็ก

กุมารเวชศาสตร์/กุมารเวชศาสตร์โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน

นัดหมายแพทย์

บทความสุขภาพ